
จังหวัดสงขลา จัดพิธีปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษจาก 4 เรือนจำ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
วันนี้(8 ธ.ค.54) เวลา 10.30 น. ที่ เรือนจำกลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษจาก 4 เรือนจำ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
นายอุดม คุ่ยณรา ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสงขลา เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่มีความประพฤติดีให้ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษและปล่อยตัว ซึ่งในการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ได้มีพระมหากรุณาธิคุณให้ปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์คดีความผิดเล็กน้อย ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ และผู้ที่มีอายุไม่ถึง 20 ปีรวมถึงคนชรา เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้กลับตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป
ในโอกาสนี้คาดว่าทั่วประเทศจะมีผู้ต้องราชทัณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ประมาณ 30,000 ราย ซึ่งกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรต่างๆได้ร่วมกันจัดเตรียมความพร้อมให้กับบุคคลดังกล่าว ทั้งการให้การศึกษา การอบรมพัฒนาจิตใจ การฝึกทักษะอาชีพ การแนะแนวการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอกได้อย่างปกติสุข มีอาชีพที่สุจริต ไม่เป็นภาระและไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม
สำหรับการปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับการพระราชทางอภัยโทษในวันนี้ (8 ธ.ค.54) มีจำนวน 180 คน จากเรือนจำกลางสงขลา จำนวน 55 คน , เรือนจำจังหวัดสงขลา จำนวน 51 คน , ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จำนวน 23 คน และทัณฑสถานหญิงสงขลา จำนวน 51 คน ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้มอบหมายให้เรือนจำและทัณฑสถานดำเนินการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์กลุ่มนี้ เพื่อสามารถพึ่งตนเองและหาเลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป
ทางด้านนายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ให้โอวาทแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ว่า ขอให้ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้(8 ธ.ค.54) พึงรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงเมตตาแก่ทุกคน เสมือนการให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความดีงาม มีความจงรักภักดีในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริฯไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ การรู้จักพอประมาณ มีเหตุผล หมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม รู้รักสามัคคี ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีชีวิตส่วนตนและครอบครัวที่มีความผาสุกอย่างยั่งยืนตลอดไป
ด้านนายสำนึก รักชาติ(นามสมมุติ) หนึ่งในผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชอภัยโทษในครั้งนี้ กล่าวถึงความรู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้ต้องขังคดีอาญาฆ่าคนตาย ซึ่งต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต และได้จำคุกมาแล้วจำนวน 15 ปี แต่ที่ผ่านมาได้ประพฤติตนเป็นคนดีช่วยเหลือเจ้าพนักงานของเรือนจำมาโดยตลอด จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษลดหย่อนโทษมาอย่างต่อเนื่อง รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 จึงได้รับการปล่อยตัว ตนเองรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นล้นพ้นที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้ และตั้งมั่นในการที่จะเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง พร้อมทั้งฝากเตือนคนในสังคมให้มีสติในการดำเนินชีวิต ทำแต่ความดีเพื่อตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติต่อไป

ผู้สื่อข่าว : สงขลา (สวท.)/สุธิดา พฤกษ์อุดม Rewriter : อาทิตยา เจียรวัฒนวงศ์

























โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น