ให้คะแนนรัฐผ่านเส้นยาแดง! ส.อ.ท.ติงตัดสินใจล่าช้า

25/12/2010 เมื่อเวลา 18:50 น.

http://www.thairath.co.th/media/content/2010/12/25/136735/hr1667/420.jpg

ส.อ.ท.ให้คะแนนรัฐบาล “มาร์ค” ผ่านแบบคาบเส้นชี้แม้ตั้งใจทำงานแต่ยังตัดสินใจล่าช้าแถมยังมุ่งเอาใจประชา นิยมจนน่ากลัว ขณะ “โฆสิต” เตือนรัฐมือเติบระวังถังแตกชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนขุนคลัง “กรณ์  จาติกวณิช” เผย 3 ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการช่วงรอยต่อ

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ว่า  ให้ 5 คะแนนจาก 10 คะแนนเต็ม เพราะมีหลายเรื่องที่ทำได้ดีแต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ดำเนินการได้ล่าช้า เช่น เรื่องแนวคิดขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประเทศที่รัฐบาลถอดใจง่ายเกินไปโดยให้ไป ตั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านแทน ทั้งๆที่ความจริงเรื่องนี้สามารถบริหารจัดการได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวด ล้อม การวางผังพื้นที่

“จุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้คือ ตั้งใจทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม  แต่หลายๆเรื่องก็เป็นเรื่องที่ต้องติติงเพราะล่าช้า  ขณะเดียวกันนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้กำลังเร่งดำเนินการส่วนใหญ่กำลังจะกลาย เป็นประชานิยมเกินไป  เช่น  การอุดหนุนค่าไฟฟ้า  เห็นว่าเรื่องนี้ช่วยได้แต่ไม่ใช่อุ้มจนขาดหลักการหรือผลักภาระให้ส่วนอื่น แทน”

นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายแรงงาน กล่าวหลังเข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน ว่า ส.อ.ท.ได้สอบถามถึงเหตุผลในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่า จ้างกลาง เนื่องจากกรรมการชุดดังกล่าวได้ปรับค่าจ้างในระดับที่สูงเกินจากที่คณะ อนุกรรมการจังหวัดพิจารณาไว้  ซึ่งนายเฉลิมชัยได้อธิบายเหตุผลว่า อนุกรรมการวิชาการมีอำนาจพิจารณาอยู่แล้วตามกฎหมายแรงงาน แต่เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ กฎหมายดังกล่าว ซึ่ง ส.อ.ท.เองก็รู้สึกงงกับคำตอบที่ได้ “ยอมรับว่าเหตุผลของกระทรวงแรงงานยังทำให้  ส.อ.ท.รู้สึกกังขาอยู่  เพราะการกระทำของรัฐบาลเหมือนเป็นการมัดมือชกและน่าจะเป็นอีกหนึ่งนโยบาย ประชานิยมของรัฐบาล ส.อ.ท.จึงต้องเคลื่อนไหวเพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชน” นายทวีกิจ กล่าว

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประเมินการทำงานของรัฐบาลภายใต้การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ว่า สอบผ่าน  โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ต้องการให้กำลังใจ เพราะที่ผ่านมาทำได้ดี ส่วนนโยบายประชาวิวัฒน์ จะเป็นประชานิยมหรือไม่ ยังไม่ทราบรายละเอียด หากรัฐบาลมุ่งแต่เน้นรายจ่าย คงจะไม่ครบด้าน ควรจะมุ่งไปหารายได้ เช่นภาษีว่า จะมาจากไหน สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้านั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่ประเด็นสำคัญ คือหลังการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ หากสามารถเปลี่ยนถ่ายอำนาจได้ โดยปราศจากความรุนแรงก็จะเป็นเรื่องดี จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งควรน่าจะเปิดโอกาสให้ทำงาน

นายโฆสิตกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2554 ว่า จะขยายตัว 4-5% ส่วนปี 2553 จะขยายตัวถึง 7-8% ขณะที่ปี 2552 ติดลบ 2% โดยเฉลี่ยโตปีละ 3% ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ ส่วนปัญหาฟองสบู่ของระบบเศรษฐกิจไทยนั้น จะยังไม่เกิดขึ้นในปีหน้า แต่จะสะสมไปเรื่อยๆ ดังนั้น นโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลที่ผ่อนคลายทุกด้านไม่ควรใช้เป็นการถาวร ควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพราะปัญหาฟองสบู่ถ้ายังไม่เกิดขึ้นจะเห็นได้ยาก

สำหรับสินเชื่อของธนาคารกรุงเทพปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายมีสินเชื่อใหม่ เพิ่มขึ้น 5% ส่วนปี  54  คาดว่าจะมีสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น  5-7% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทย โดยทิศทางการปล่อยสินเชื่อจากปีนี้เน้นสินเชื่อบุคคล ส่วนปีหน้าจะกระจายสินเชื่อออกไป

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ปีหน้ากระทรวงการคลังจะดำเนินการใน 3 เรื่องหลักคือ 1. การบริหารเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและการคลังมีเสถียรภาพ 2. ดูแลเรื่องการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าจะเป็นการ ใช้ทรัพย์สินอันเป็นที่ดินของรัฐและการใช้จ่ายเม็ดภาษี และ 3. การใช้นโยบายการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนซึ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้นโยบายของกระทรวงการคลังต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ครอบคลุม ตั้งแต่เสถียรภาพการคลัง จนถึงการแก้ไขปัญหาความยากจน นอกจากนี้กระทรวงการคลังจะผลักดันกฎหมายสำคัญภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง คือกฎหมายการจัดตั้งกองทุนเงินออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ซึ่งรัฐบาลจะผลักดันเข้าวาระ 3 ในวันแรกของการเปิดสภาสมัยนิติบัญญัติ และคาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถมีผลบังคับได้ในกลางปีหน้า

สำหรับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้านั้น ยังคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 4% ซึ่งเศรษฐกิจของไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด ได้รับแรงผันผวนจากเศรษฐกิจภายนอก อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจประเทศไทยก็มีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะภาระหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ในระดับไม่สูงมากเพียงแค่ 43% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และมีทุนสำรองทางการที่สูงมาก.

ข้อมูลข่าวโดย :

แสดงความคิดเห็น »

Spam protection by WP Captcha-Free

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น


  1. 1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ

  2. 2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้

  3. 3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น

  4. 4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางหาดใหญ่โอเคดอทคอมได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง

  5. 5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยส่งอีเมลแจ้งมาที่ hatyaiok@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ